Article_4.jpg

 

ท้องร่วงจากอาหารปนเปื้อน และ การดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน

ท้องร่วงจากอาหารปนเปื้อน(Foodborne Diarrhea หรือ Foodborne Gastroenteritis)

เป็นภาวะที่เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนของเชื้อโรค สารพิษ หรือจุลชีพก่อโรค ส่งผลให้ระบบทางเดินอาหารเกิดการอักเสบ ทำให้มีอาการถ่ายเหลว ถ่ายบ่อย หรือถ่ายเป็นน้ำ ภาวะนี้สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย แต่จะมีความรุนแรงมากขึ้นใน เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

 

สาเหตุของท้องร่วงจากอาหารปนเปื้อน

  1. เชื้อแบคทีเรีย เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ Salmonella, Escherichia coli (E. coli), Shigella, Campylobacter หรือ Vibrio (พบในอาหารทะเล)

  2. เชื้อไวรัส มักพบการระบาดเป็นกลุ่ม โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกัน เช่น โนโรไวรัส (Norovirus), อะดีโนไวรัส (Adenovirus) หรือ โรตาไวรัส (Rotavirus)

  3. เชื้อปรสิต เช่น Giardia lamblia และ Entamoeba histolytica มักพบจากน้ำหรืออาหารที่ไม่สะอาด

  4. สารพิษ จากอาหารบูดเสีย อาหารที่เก็บรักษาไม่ถูกต้อง หรือ อาหารที่ปรุงไม่สุก

 

อาการของท้องร่วงจากอาหารปนเปื้อน อาการมักเกิดภายใน ไม่กี่ชั่วโมงถึง 1–3 วัน หลังรับประทานอาหารที่ปนเปื้อน 
อาการที่พบบ่อย ถ่ายเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำ ถ่ายบ่อย ปวดท้อง บิดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือ มีไข้
อาการที่ควรเฝ้าระวัง ถ่ายเป็นมูกเลือด มีไข้สูง อ่อนเพลียมาก รับประทานน้ำ/อาหารไม่ได้ ปากแห้ง เวียน ศีรษะ/หน้ามืด ปัสสาวะน้อย (สัญญาณขาดน้ำ) อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ถึงความรุนแรงของตัวโรค ควรรีบพบ แพทย์

 

การรักษาท้องร่วงจากอาหารปนเปื้อน

ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค เช่น

  1. การป้องกันภาวะขาดน้ำ (หัวใจสำคัญของการรักษา)
    • ดื่มน้ำสะอาด
    • ดื่มสารละลายเกลือแร่ (ORS)
    • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และน้ำอัดลม
  2. การพักผ่อนและดูแลตามอาการ
    • พักผ่อนให้เพียงพอ
    • รับประทานอาหารอ่อน เช่น ข้าวต้ม ซุป
  3. การใช้ยา
    • ยารักษาตามอาการ : ถ้ามีอาการคลื่นไส้ / ปวดบิดเกร็งท้อง สามารถรับประทานยาก่อนได้
    • ยาปฏิชีวนะ : ใช้เฉพาะกรณีแพทย์วินิจฉัยว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด
    • ยาหยุดถ่าย : ไม่แนะนำให้ซื้อรับประทานเอง ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

 

Tips หน้าร้อน เทคนิคการดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน

  1. ควรจิบน้ำเรื่อย ๆ เป็นระยะๆ
  2. น้ำอุณหภูมิปกติดีที่สุด
  3. ดื่มให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย สูตร คือ น้ำหนักตัวx2.2x30/2 = ปริมาณที่ควรดื่ม/วัน
  4. ดื่มมากเกินไปไม่ดี การดื่มน้ำในปริมาณมากๆ ในครั้งเดียว ไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย
  5. เลือกช่วงเวลาในการดื่มอย่างเหมาะสม เช่นในตอนเช้าหลังจากตื่นนอนเราสามารถดื่มน้ำในปริมาณมากได้ในครั้งเดียว ส่วนช่วงเวลาก่อนนอนไม่ควรดื่มน้ำปริมาณมากเพราะจะทำให้ต้องตื่นกลางดึกเพื่อเข้าห้องน้ำบ่อยๆ

 

Article_4_content.jpg

 

ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงหรือเกิดภาวะดื้อยา 
หากมีอาการรุนแรง หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 วัน ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม

บทความโดย

แพทย์ผู้ชำนาญการทางด้านโรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลธนบุรี

นพ.ศักดิ์ชัย สุคนธมาน

นพ.ศักดิ์ชัย สุคนธมาน

แพทย์ผู้ชำนาญการทางด้านโรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลธนบุรี


บทความสำหรับคุณ

บทความทั้งหมด